คำถามที่พบบ่อย



ความเสี่ยงข้อระวังในการซื้อขาย

คำตอบ :
เนื่องจากก่อนเริ่มต้นซื้อขาย RSS3 Futures ผู้ลงทุนต้องวางเงินหลักประกันขั้นต้น ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนไม่เกิน 10% ของมูลค่าสัญญาเท่านั้น โดยการใช้เงินลงทุนตั้งต้นในอัตราที่ต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าเต็มของสัญญานั้น ส่งผลให้กำไรและขาดทุนที่เกิดขึ้นก็จะมีสัดส่วนที่สูงมากเช่นกันเทียบกับเงินต้น ดังนั้น ผู้ลงทุนควรประเมินสถานการณ์ราคาและผลกำไรขาดทุนของตนอย่างสม่ำเสมอ

ในการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า ต้องมีการคิดกำไรขาดทุนเมื่อสิ้นวันในทุกๆ วันที่ยังถือครองสัญญาอยู่ซึ่งระหว่างนั้นเงินหลักประกันอาจลดลงจนต่ำกว่าระดับเงินหลักประกันขั้นต่ำ (Maintenance Margin) ที่โบรกเกอร์กำหนด และผู้ลงทุนมีหน้าที่ต้อง เติมเงิน เพื่อให้เงินในบัญชีหลักประกันขึ้นไปอยู่ที่ระดับเงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ให้ทันเวลา ซึ่งหากผู้ลงทุนไม่สามารถเติมเงินประกันให้อยู่ในระดับหลักประกันขั้นต่ำที่กำหนดไว้โบรกเกอร์จะทำการปิดสถานะการซื้อขายของผู้ลงทุน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการขาดทุนมากจนเกินไป ในการซื้อขาย RSS3 Futures มีการส่งมอบรับมอบ (Physical Delivery) เพิ่มเข้ามา ซึ่งแตกต่างจากสินค้าที่มีอยู่เดิมใน TFEX และเมื่อนักลงทุนถือครองสัญญาไว้จนเข้าถึงเดือนก่อนเดือนส่งมอบรับมอบจริง จะถูกเรียกให้เพิ่มเงินประกันเพื่อการส่งมอบรับมอบส่งมอบ (Spot Month Margin) และผู้ซื้อต้องจ่าย Delivery Deposit ในวันซื้อขายสุดท้ายเป็นจำนวนประมาณ 25% ของ Notional Value และต้องจ่ายเงินค่าสินค้าที่เหลือทั้งหมด 2 วันทำการก่อนทำการรับมอบสินค้า ซึ่งอาจแตกต่างจากธุรกรรมการซื้อขายสินค้าในตลาดจริง

นอกจากนี้ การถือครองสัญญาจนครบกำหนดอายุผู้ลงทุนต้องแจ้งความประสงค์ในการเลือกที่จะยุติสถานะสัญญาล่วงหน้าโดยการชำระราคาหรือการส่งมอบรับมอบสินค้าจริง โดยผู้ที่มีสิทธิ์ทำการส่งมอบรับมอบสินค้าจริงจะต้องเป็นผู้ที่แสดงตนต่อโบรกเกอร์ว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถในการส่งมอบรับมอบสินค้าได้

การวางเงินประกัน (Margin)

คำตอบ :
ในการซื้อขายสัญญาล่วงหน้า ผู้ซื้อขายจะต้องวางเงินประกัน (Margin) ตามที่โบรกเกอร์กำหนดก่อน จึงจะสามารถเริ่มการซื้อขายได้ ทั้งนี้การวางเงินประกันนั้น มีเพื่อป้องกันมิให้ผู้ซื้อหรือผู้ขายบิดพริ้ว เพราะการซื้อขายสัญญาล่วงหน้านั้น ผู้ซื้อ/ผู้ขาย ไม่จำเป็นต้องซื้อหรือขายสัญญานั้นโดยใช้เงินเต็มจำนวน แต่ใช้วิธีการวางเงินประกันแล้วคำนวณกำไร/ขาดทุน เข้าบัญชีเงินประกันดังกล่าวทุกสิ้นวัน แทนการที่จะต้องนำเงินมูลค่าเท่ากับสัญญาล่วงหน้ามาวางเพื่อใช้ในการซื้อขาย
เงินประกันมีด้วยกันหลากหลายประเภท โดยในการซื้อขาย RSS3 Futures ผู้ซื้อ/ผู้ขาย จะต้องรู้จักเงินประกันประเภทต่างๆดังนี้

1.เงินประกันขั้นต้น (Initial Margin)
จำนวนเงินประกันขั้นต้นที่สำนักหักบัญชีหรือโบรกเกอร์กำหนดให้ผู้ลงทุนที่ซื้อขายฟิวเจอร์สต้องวางก่อนเริ่มซื้อหรือขายสัญญาเพื่อเป็นหลักประกันว่าผู้ซื้อหรือผู้ขายจะไม่บิดพริ้วจากการปฏิบัติตามภาระผูกพันของสัญญา

2.เงินประกันขั้นต่ำ (Maintenance Margin)
ยอดคงเหลือขั้นต่ำของเงินประกันที่สำนักหักบัญชีหรือโบรกเกอร์กำหนดให้ต้องดำรงอยู่ในบัญชีประกันของผู้ลงทุน ถ้ายอดคงเหลือตกลงต่ำกว่าระดับนี้ สำนักหักบัญชีหรือโบรกเกอร์จะเรียกผู้ลงทุนให้วางเงินประกันเพิ่ม เพื่อทำให้ดุลบัญชีเงินประกันกลับมาอยู่ที่ระดับของเงินประกันขั้นต้น (Initial Margin)

3.เงินประกันสำหรับเดือนที่ครบกำหนดส่งมอบ (Spot-month Margin)
เป็นเงินประกันที่เรียกเก็บเมื่อเข้าถึงเดือนก่อนเดือนส่งมอบ โดยสำนักหักบัญชีจะเรียกเก็บเงินหลักประกันชนิดนี้เพิ่มเพื่อเป็นการประกันว่าผู้ซื้อจะไม่บิดพริ้วสัญญาเพราะใกล้จะถึงกำหนดส่งมอบรับมอบแล้ว

การคำนวณ (Mark to Market)

คำตอบ :
สมมติในวันที่ 1 สิงหาคม ผู้ลงทุนซื้อ RSS3 Futures ที่ราคา 55 บาท จำนวน 1 สัญญา โบรกเกอร์บอกให้ผู้ลงทุนต้องวางเงินหลักประกันขั้นต้น (Initial Margin) ก่อนเริ่มซื้อขาย 16,400 ต่อสัญญา โดยผู้ลงทุนต้องรักษาระดับเงินประกันขั้นต่ำ (Maintenance Margin) ไว้ที่ 12,400 บาท เมื่อผู้ลงทุนได้เข้ามาซื้อขายสัญญาล่วงหน้า RSS3 จะมีการคำนวณกำไรขาดทุนในทุกๆวัน

ขั้นตอนขาย RSS3 Futures

คำตอบ :
ตรวจสอบสถานะ
เนื่องจากในการซื้อขาย Futures นั้น มีการคิดกำไรขาดทุนทุกวัน (Mark to Market) ซึ่งจะกล่าวถึงในหัวข้อต่อไป

ปิดสถาณะ
ผู้ลงทุนสามารถทำการปิดสถาณะเพื่อรับรู้ผลกำไรขาดทุนที่เกิดขึ้นได้ทันที ด้วยการส่งคำสั่งที่ตรงข้ามกับสถานะที่ท่านถือครอง เช่น หากท่านถือครองสถานะ

ขั้นตอนง่ายๆ ในการซื้อ

คำตอบ :
1.เปิดบัญชีซื้อขายอนุพันธ์กับโบรกเกอร์
โดยสามารถเลือกใช้บริการโบรกเกอร์ TFEX ปัจจุบันหรือ โบรกเกอร์ผู้ค้ายางรายใหม่ โดยหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก http://www.tfex.co.th/th/member/list.html

2.วางเงินประกันก่อนการซื้อขาย
ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 10-15% ของมูลค่าสัญญา

3.ส่งคำสั่ง ซื้อ (Long) หรือขาย (Short)
โดยสามารถทำได้ผ่านเจ้าหน้าที่การตลาดของโบรกเกอร์ TFEX หรือสามารถส่งคำสั่งซื้อขายด้วยตนเองทางอินเตอร์เน็ต ผ่านทางคอมพิวเตอร์ Smartphone หรือ Tablet

RSS3 Futures ดีอย่างไร?

คำตอบ :
1.โอกาศในการทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคา
ราคายางพาราซึ่งเป็นสินค้าที่นำมาอ้างอิงราคา RSS3 Futures นั้น ราคามีการเคลื่อนไหวขึ้น-ลงอยู่ตลอดเวลา หรือที่เราเรียกว่ามีความผันผวนมาก เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายและมีหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของราคา โดยมีความผันผวนหรืออัตราการขึ้น-ลงของราคา RSS3 ที่ผ่านมานั้น มีมากกว่าอัตรความผันผวนของ SET50 Index ถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นโอกาศสำหรับนักลงทุน เพราะมีจังหวะให้เข้าไปทำกำไรในทุกๆ ช่วงที่ราคามีการปรับตัวขึ้น-ลง เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายและสามารถทำกำไรได้ในระยะสั้น

2.เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงสำหรับผู้ประกอบการ
สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการจะป้องกันความเสี่ยงจากการผันผวนของราคา ท่านสามารถเข้ามาล็อคราคาที่ต้องการจะซื้อจะขายใน Futures ตามที่ท่านเห็นว่าแนวโน้มของราคาจะเป็นไปในทิศทางใด จากนั้นท่านสามารถนำผลกำไรหรือขาดทุนที่ได้จาก Futures ไปชดเชยกับในตลาดจริงได้ ทำให้ผู้ประกอบการสามารถคาดการณ์ราคาล่วงหน้าจัดสรรต้นทุนการผลิตและวางแผนจัดการธุรกิจต่อไปได้

3.ใช้เงินลงทุนน้อย เมื่อเทียบกับขนาดสัญญา
ในการซื้อขาย RSS3 Futures นอกจากผู้ที่เข้ามาซื้อขายจะสามารถทำกำไรได้ทั้งในช่วงราคาขาขึ้นและขาลงแล้ว ยังเริ่มต้นใช้เงินลงทุนน้อย โดยวางเงินหลักประกันประมาณ 10% ของมูลค่าสัญญาจริงก่อนเริ่มซื้อขาย

4.ไม่ต้องมีสินค้าจริงก็สามารถซื้อขายได้คล่องตัว
ใน TFEX ผู้ที่เข้ามาซื้อขายสัญญาล่วงหน้าไม่จำเป็นที่จะต้องมีสินค้าจริง ไม่จำเป็นต้องอยู่ในธุรกิจเกี่ยวกับอุตสาหกรรมยางพาราก็สามารถเข้ามาใช้ตลาดและหาโอกาสในการทำกำไรจากสินค้า RSS3 Futures ได้โดยเมื่อท่านถือครองสัญญาจนกระทั่งถึงกำหนดส่งมอบ ท่านสามารถที่จะชำระราคา (Cash Settlement) แทนการส่งมอบสินค้าจริงได้

5.ส่งมอบ-รับมอบของได้จริง หากต้องการ
หากผู้ซื้อผู้ขายมีความประสงค์อยากจะส่งมอบ-รับมอบสินค้า RSS3 จริง ผู้ซื้อผู้ขายสามารถแจ้งความประสงค์กับโบรกเกอร์ที่ใช้บริการได้ โดยมาตรฐานของสินค้าจะเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดในลักษณะของสัญญา

ทำไมต้องเป็น RSS3?

คำตอบ :
ยางพาราสามารถนำมาแปรรูปเพื่อความสะดวกในการขนส่งและนำไปใช้ โดยเริ่มแรกเกษตรกรชาวสวนยางจะกรีดยางได้ผลผลิตออกมาเป็นน้ำยางข้น โดยเกษตรกรบางรายจะขายน้ำยางข้นแก่โรงงานแปรรูปยางพารา เพื่อนำไปผลิตสินค้าประเภท ถุงมือยาง ถุงยางอนามัย ยางรัดของ ที่นอนยางพาราไปยังต่างประเทศ เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมการทำล้อรถและอะไหล่รถยนต์

ซึ่งยางแผ่นรมควันนั้นมีทั้งหมด 5 ชั้น แต่ชั้นที่ได้รับความนิยมและนำไปใช้อย่างแพร่หลายที่สุด คือ ชั้น3 หรือที่เรียกว่า ยางแผ่นรมควันชั้น 3 (Natural Rubber Ribbed Smoked Sheet No.3: RSS3) โดยยางแผ่นรมควันชั้น 3 (RSS3) นี้ ถือเป็นพระเอกของวงการยางพารา

เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้เป็นราคาอ้างอิงเวลาพูดถึงราคายาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในต่างประเทศ เนื่องจากสินค้ายางพาราสามารถแบ่งออกมาเป็นหลายรูปแบบ เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนสินค้าที่ใช้เป็นตัวหลักเมื่อพูดถึงราคายางพารา จึงมักเป็นราคา RSS3

จากที่กล่าวมา ทำให้เราเห็นได้ว่ามีปัจจัยมากมายที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตยางพารา บางช่วงที่ปัจจัยด้านการเพาะปลูกเกื้อหนุนทำให้มาสินค้าออกมามากกว่าความต้องการใช้ส่งผลให้ราคาตกต่ำ ในขณะที่บางช่วงอาจเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ผลผลิตออกมาน้อยกว่าปริมาณความต้องการใช้ทำให้ราคาปรับตัวสูงขึ้น

เมื่อยางพาราเป็นสินค้าที่ถูกใช้อย่างแพร่หลายในหลากหลายอุตสาหกรรม ย่อมส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านราคาสำหรับผู้ที่อยู่ในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครื่องมือที่ใช้บริหารความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากความผันผวนของราคา

ปัจจัยในการกำหนดราคายางพาราคืออะไร?

คำตอบ :
ด้านอุปสงค์
ภาวะเศรษฐกิจโลก
ภาวะเศรษฐกิจดี ความต้องการใช้ยางเพื่อผลิตสินค้าจะเพิ่มขึ้น
ราคาน้ำมัน
ที่ผ่านมาราคาน้ำมันและยางจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน
ราคายางสังเคราะห์
ถ้าราคายางสังเคราะห์แพง ผู้ผลิตจะหันมาใช้ยางธรรมชาติมากขึ้น
อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ
ยางพาราเป็นสินค้าส่งออก หากเงินบาทแข็งค่าเมื่อเปรียบเทียบกับสกุลหลัก เช่น USD, JPY, EUR จะทำให้ราคายางสูงขึ้น

ด้านอุปทาน
หากปริมาณสินค้าล้นตลาดก็จะทำให้ราคายางลดลงโดยอาจเกิดจากปัจจัย ดังต่อไปนี้
พื้นที่เพาะปลูก
อายุการกรีดยาง
สภาพภูมิอากาศ
จำนวนผลผลิต
นโยบายของภาครัฐ นโยบายสนับสนุน การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก
ฤดูการผลิต
ผลผลิตของประเทศผู้นำเข้า
ปริมาณวัตถุดิบในสต็อกของประเทศผู้ผลิตยาง

ยางพารา คือ อะไร?

คำตอบ :
ปัจจุบันโลกเราใช้ยางพาราหลักๆ ในอุตสาหกรรม ยางล้อรถและสินค้าในชีวิตประจำวัน เช่นยางยืด ถุงมือยาง เป็นต้น

ผลผลิตยางโลกร้อยละ 70 มาจากแหล่งผลิตที่สำคัญ คือ ไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม โดยที่ไทยเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกยางธรรมชาติรายใหญ่ที่สุด รองลงมาคือ อินโดนีเซียและเวียดนนาม ตามลำดับ

ความต้องการบริโภคยางของโลกที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นแทบทุกปีและความเชื่อมโยงกับทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจของประเทศมหาอำนาจอย่างจีน อเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น โดยเฉพาะประเทศจีนที่มีปริมาณการใช้ยางที่มีอันดับ 1 ของโลก การบริโภคด้วยปริมาณมหาศาลของประเทศจีนนั้นเกิดขึ้นเนื่องจากอุตสาหกรรมรถยนต์ในจีนเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับมีการสร้างถนนและทางหลวงเพิ่มมากขึ้น โดยยางธรรมชาติได้ถูกแปรรูปเป็นยางล้อรถยนต์และใช้ในการตัดถนนใหม่ในจีน

Gold Futures คือ อะไร?

คำตอบ :
Gold Futures คือ สัญญาซื้อขายราคาทองคำล่วงหน้า เป็นเครื่องมือที่ผู้ลงทุนสามารถใช้ เป็นทางเลือกหนึ่ง สำหรับลงทุนได้ ตามความคาดการณ์ที่มีต่อราคาทองคำได้ทั้งในภาวะราคาทองขาขึ้น และราคาทองขาลง ด้วยคุณลักษณะเด่นที่สามารถขายก่อนซื้อได้ หรือซื้อก่อนขายได้ และใช้เงินลงทุนน้อยกว่าการซื้อทองแท่งจริง
Gold Futures จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจในการทำกำไรและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุน

ทำไมราคาทองในตลาดโลกในแต่ละวัน จึงไม่เท่ากับราคา Gold Futures ใน TFEX?

คำตอบ :
ราคาโกลด์ฟิวเจอร์สที่ซื้อขายกันในแต่ละวันเป็นราคาที่ผู้ลงทุนคาดการณ์ว่า ราคาทองคำ ณ วันหมดอายุของ สัญญาจะเป็นเท่าไร ซึ่งไม่จำเป็นต้องเท่ากับ ราคาทองคำในตลาดโลกในขณะนั้น เช่น หากปัจจุบันเป็นวันที่ 1 เมษายน 2554 ราคาโกลด์ฟิวเจอร์สที่หมดอายุเดือนเมษายนอยู่ที่ 18,900 บาทต่อสัญญา โดยผู้ที่ซื้อโกลด์ฟิวเจอร์สที่ราคานี้ คือผู้ที่คาดการณ์ว่าราคาทองคำ ณ วันที่ 28 เมษายน 2554 (ซึ่งเป็นวันซื้อขายวันสุดท้าย) จะสูงกว่า 18,900 บาท ในขณะที่ผู้ขายดกลด์ฟิวเจอร์ส จะคาดการณ์ว่าราคาทองคำ ณ วันที่ 28 เมษายน จะต่ำกว่าราคา 18,900 บาท อย่างไรก็ตามราคาทองคำในตลาดโลก อาจจะอยู่ที่ 18,500 บาท ก็ได้ เนื่องจากเป็นราคาที่เกิดจากการซื้อขายที่มีการส่งมอบทันที ไม่ใช่ราคาที่เกิดจากการคาดการณ์ในอนาคต
อย่างไรก็ตาม ราคาโกลด์ฟิวเจอร์สและราคาทองคำในตลาดโลกจะเป็นราคาเดียวกันเมื่อสัญญาสิ้นสุดอายุลง (ในที่นี้ ก็คือ ราคาที่ใช้ชำระราคาในวันซื้อขายวันสุดท้ายซึ่งคำนวณมาจากราคา London Gold A.M. Fixing) ดังนั้น เมื่อสัญญาใกล้ครบกำหนดอายุ ราคาโกลด์ฟิวเจอร์สและราคาทองคำในตลาดโลกจะเคลื่อนไหวเข้าหากัน

หากลูกค้าต้องการซื้อขาย Gold Futures จะชำระราคาอย่างไร?

คำตอบ :
ท่านไม่ต้องจ่ายชำระค่าซื้อขายเต็มจำนวนเหมือนซื้อทองคำแท่ง เพียงท่านนำเงินมาวางหลักประกัน (Margin) บางส่วนไม่ต่ำกว่าหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin) ก่อนที่จะเริ่มซื้อขาย Gold Futures และในทุกๆ สิ้นวันทำการ ระบบจะทำการคำนวณกำไรขาดทุนจากการซื้อขายของท่าน (หรือเรียกว่า Mark to Market) และอาจทำการเรียกเงินประกันเพิ่ม หากมีผลขาดทุนจนต่ำกว่าระดับหลักประกันรักษาสภาพ (Maintenance Margin) บริษัทก็จะแจ้งให้ท่านนำเงินมาวางหลักประกันเพิ่มจนกลับขึ้นไปที่ระดับหลักประกันเริ่มต้น (Initial Margin) และหาก ณ สิ้นวัน ลูกค้ากำไร ระบบก็จะทำการฝากเงินกำไรดังกล่าวเข้าพอร์ตลงทุนของท่าน

ราคาที่ใช้ชำระราคาวันสุดท้ายของ Gold Futures มาจากที่ใด?

คำตอบ :
ในวันซื้อขายวันสุดท้าย ตลาดอนุพันธ์จะคำนวณราคาที่ใช้ชำระราคาวันสุดท้าย ตามสูตร ดังนี้
London Gold AM Fixing x (15.244/31.1035) x (0.965/0.995) x (THB/USD)
ทั้งนี้ ราคา London Gold AM Fixing สามารถตรวจสอบได้จาก
London Bullion Market Association